Displaying 41 - 50 of 64 entries.

อาหารเสริมตัวช่วยความสวย

  • Posted on December 24, 2011 at 3:53 pm

วิตามิน

อาหารเสริมตัวช่วยความสวย? (Be Magazine)
เรื่อง : ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ

“ผู้หญิงอย่าหยุดสวย” ประโยคนี้ช่างทำให้ผู้หญิงอย่างเรา มีความรู้สึกเหมือนกำลังจะไปออกรบ คือ ต้องพร้อม (สวย) ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิกภาพ การพูดจา การวางตัว เสื้อผ้า หน้าผม ที่สำคัญคือ ผิวพรรณ ที่ต้องเต่งตึง อมชมพู ขาวเนียนใส ไร้สิวและริ้วรอย และอีกสารพัดที่จะต้อง ”ไร้”

เพราะความที่เป็นผู้หญิง เป็นสิ่งที่สร้างความสวยงามให้กับโลกใบนี้ (แอบเข้าข้างตัวเอง) จึงเกิดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อบำรุงความสวยมากมายหลายชนิด แต่ก่อนที่จะเลือกซื้อเพื่อให้สวย ควรอ่านข้อมูลตรงนี้กันสักหน่อย จะได้สวยอย่างธรรมชาติและสวยแบบระยะยาว

 Vitamin for 20+

วิตามินซี น้ำมันปลา และสังกะสี เป็นวิตามินที่ควรกินเพิ่ม เพราะผัก ผลไม้ ปลาทะเล สังกะสีที่มีอยู่ในหอยนางรม และเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ คงไม่สามารถกินกันได้ทุกวัน และไม่ได้เคี้ยวกันเป็นกำมือทุกวัน จึงควรหาวิตามินกลุ่มนี้มากินเพิ่ม โดยปริมาณที่กินเบื้องต้น คือ วิตามินซี วันละ 1,000 มิลลิกรัม และน้ำมันปลา (EPA+DHA) วันละ 1,000 มิลลิกรัม (ประมาณ 2 เม็ด/วัน) สำหรับช่วยเสริมภูมิ แก้กลุ้ม (ซึมเศร้า) ที่สำคัญช่วยบำรุงผิวได้ด้วย

สำหรับวิตามินที่กินได้ ก็มีคอลลาเจน โคคิวเท็น วิตามินอี วิตามินเอ กลูตาไทโอน เวย์โปรตีน แคลเซียม และแอนตี้ออกซิแดนท์อีกมาก ซึ่งวิตามินกลุ่มนี้มีอยู่มากในอาหารสด เช่น คอลลาเจนมีอยู่ในต้มยำไก่, ก๋วยเตี๋ยวไก่ โคคิวเท็นมีอยู่ในซีฟู้ดรสแซ่บ วิตาวินอีมีมากอยู่ในน้ำมันพืชซึ่งคงกินทุกวันอยู่แล้ว

ส่วนคนที่ชอบกินผักเขียว ก็จะได้วิตามินเอไปบ้าง เวย์โปรตีนที่นักเล่นกล้ามชอบกิน จะได้จากที่เรากินชีสและผลิตภัณฑ์จากนมวัว ใน 1 วันก็ควรกินกับข้าวหลากหลาย จะได้วิตามินที่หลากหมายตามไปด้วย อย่ากินแต่กับข้าวซ้ำ ๆ แล้วจะหาวิตามินจากไหน คงได้แต่วิตามึนมากกว่าแต่หากจะกินเสริมเข้าไป ก็สามารถกินได้ในปริมาณ คอลลาเจน 1,000 มิลลิกรัม (แล้วแต่ยี่ห้อ)

 วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม+สังกะสี 25-50 มิลลิกรัม (ในกรณีเป็นภูมิแพ้)

ปริมาณที่บอกไว้นั้นเป็นปริมาณเบื้องต้น ทางที่ดีควรตรวจก่อนว่า ตัวเองขาดส่วนใดแล้วค่อยกินเพิ่มในส่วนนั้น อย่ากินเพียงเพราะเพื่อนบอกว่ากินแล้วดี หรือเป็นอาหารเสริมแบบครอบจักรวาล เพราะหากกินมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

นอกจากปริมาณที่ควรได้รับแล้วการเลือกรับประทานวิตามินที่จับคู่กันถูก ก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่น วิตามินเอ อี ดี เค และโคคิวเท็น ต้องรับประทานคู่กับไขมัน เพราะละลายได้ดีในไขมัน

ส่วนแคลเซียมรับประทานคู่กับแมกนีเซียม น้ำมันตับปลาต้องมีอีพีเอหรือดีเอชเอ กระทั่งการกินแคลเซียมเสริม ที่คิดว่ากินแล้วจะช่วยเสริมกระดูก แต่หากจะให้แคลเซียมทำงานได้ดีจะต้องมีวิตามินดีและแมกนีเซียมเพื่อช่วยดูดซึม แต่หากซื้อแคลเซียมเสริมในราคาที่ถูกเกินไป อาจจะส่งผลต่อร่างกาย โดยมันไปจับตัวเป็นหินปูน ทำให้เกิดกระดูกงอก กระดูกย้อย หรือเป็นนิ่วได้

เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ระวังเรื่องการเลือกซื้ออาหารเสริมราคาถูกเกินไป และจะต้องศึกษาให้ละเอียด โดยดูที่ฉลากว่าเป็นแบบธรรมชาติหรือแบบสังเคราะห์ ซึ่งหากได้จากธรรมชาติหรือมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ก็จะดูดซึมได้ดี หากเป็นแบบสังเคราะห์ บางชนิดอาจจะส่งผลตรงกันข้ามแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น วิตามินอี หากมาจากธรรมชาติจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ส่วนแบบสังเคราะห์ ก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจ หรือวิตามินสังเคราะห์บางตัว เมื่อกินเข้าไปแทนที่จะทำให้สุขภาพดี กลับแก่เร็ว หรือเป็นโรคมากขึ้น

การกินวิตามินเสริมเพื่อสวยหรือเพื่อเสริมให้ร่างกายแข็งแรงนั้น ควรระวังให้มากๆ ต้องมีการศึกษาข้อมูลของวิตามินแต่ละชนิดก่อนตัดสินใจซื้อ และที่แน่ ๆ ควรที่จะกินอาหารสดร่วมด้วย เพราะสูตรที่ดีที่สุดคือ “อาหารเสริม+อาหารสด” นั่นเอง

ยาอมป้องกันโรคหวัดถึงกันไม่ได้หมดแต่ก็ ช่วยไม่ให้บอบช้ำมาก

  • Posted on December 23, 2011 at 8:22 pm

แม่บ้านที่มีสามีบ่นจู้จี้ เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดบ่อยๆ คงจะพอยิ้มออกบ้าง เมื่อปรากฏว่านักวิทยาศาสตร์สามารถประดิษฐ์ยาอมชนิดลูกกวาด “แก้ไข้หวัดผู้ชาย” เฉพาะได้แล้ว

ตัวยามีรสหวานและละลายในปาก เมื่อกินประจำวันจะช่วยบรรเทาพิษไข้อาการไม่สบายเนื่องจากไข้หวัดหรือโรคไข้ หวัดใหญ่ แต่ยาจะออกฤทธิ์ดีเฉพาะแต่กับผู้ชายเท่านั้น

ศาสตราจารย์ มันเฟรด เบียลฮาร์ซ มหาวิทยาลัยออสเตรเลียตะวันตก ใช้เวลาค้นคว้าถึง 15 ปี และได้ทดสอบกับชายหญิง 200 คน โดยแบ่งให้ครึ่งหนึ่งกินก่อนอาหารเช้าวันละ 1 เม็ด เป็นเวลา 4 เดือน ส่วนที่เหลือให้กินยาหลอก ผลปรากฏว่า แม้พวกที่กินยาจะยังคงเป็นหวัดสามัญหรือไข้หวัดใหญ่เท่าๆกับคนอื่น แต่ก็มีข้อดีว่าจะล้มหมอนนอนเสื่อหรือจะต้องหยุดงานน้อยวันกว่าเพื่อนที่ไม่ ได้กิน “แม้มันจะป้องกันหวัดไม่ได้ แต่มันก็ยังช่วยให้เป็นน้อยลง” เขาอวด

ขณะ นี้บริษัทยาสหรัฐฯแห่งหนึ่งกำลังทดสอบต่อไปอยู่ หากได้ผลดี คงจะมีออกจำหน่ายในตลาดตอนปลายปี พ.ศ. 2555 นี้.

สายตาสดใสด้วยวิตามินเอสูงในนม

  • Posted on December 9, 2011 at 11:33 am

เมื่อนึกถึงสารอาหารที่ทำให้สายตาสดใสเปล่งประกาย เราย่อมนึกถึงวิตามินเอ และคุ้นเคยกับแหล่งวิตามินเอเช่น ผักบุ้ง ฟักทอง ตับ หรือไข่ ซึ่งต่างจากวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ ซึ่งนมสดเป็นแหล่งวิตามินเอจากสัตว์ที่ให้วิตามินในปริมาณที่สูง โดยนมสดน้ำหนัก 100 กรัมนั้นมีวิตามินเอมากกว่าวิตามินชนิดอื่น คิดเป็นปริมาณ 125 IU (หน่วยสากล) หรือสามเท่าของวิตามินเอในนมถั่วเหลือง

วิตามินเอที่ได้จากสัตว์นี้ เป็นวิตามินเอชนิดละลายในไขมัน นมสดซึ่งมีไขมันอยู่จำนวนหนึ่ง จึงช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอ ซึ่งมีช่วยการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การมองเห็น และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขาดวิตามินเออาจมีผลต่อสายตา ทำให้ตามัวในแสงสลัวหรือเวลากลางคืน ตาแห้ง ผิวแห้ง ภูมิต้านทานโรคลดลง ร่างกายเจริญเติบโตช้า เป็นต้น

การดื่มนมเพื่อเสริมวิตามินเอให้แก่ร่างกายจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ให้คุณประโยชน์ เนื่องจากการดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินเอประมาณ 10% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งย่อมเป็นโอกาสที่ดีเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ดี นมสดพร่องมันเนยหรือที่ไม่มีไขมัน ก็จะไม่มีวิตามินเอด้วย เนื่องจากไม่มีไขมันทำละลายและช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้เช่นเดียวกับนมสดธรรมดาที่มีไขมันอยู่ประมาณ 4%

 

นอกจากวิตามินเอจะดีต่อสายตาแล้ว ท่านอาจเคยเห็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวโฆษณาถึงสรรพคุณของวิตามินเอว่า ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง เนื่องจากวิตามินเอมีส่วนช่วยรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง หยาบกร้าน รวมทั้งปัญหาสิว โรคติดเชื้อ นอกจากนี้ วิตามินเอยังมีส่วนช่วยให้กระดูก ฟันและผม มีความแข็งแรงด้วย

ดังนั้นการดื่มนมสดจึงให้ประโยชน์ในหลายด้าน และครบครันในหนึ่งเดียว ยิ่งกว่าทูอินวัน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินอีกหลากหลาย การดื่มนมสดเป็นประจำไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ จึงเป็นการเสริมให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุจำเป็นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยง่าย และประหยัดค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

ดูแลสุขภาพด้วยการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าการรักษาในภายหลัง และอย่าลืมหมั่นออกกำลังกายด้วยนะคะ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสำหรับทุกสภาวการณ์ค่ะ

ระวัง…สารเคมีจากชุดชั้นในสีดำ

  • Posted on December 8, 2011 at 11:21 am

จากการศึกษาของนิตยสาร Öko-Test ในประเทศเยอรมนีที่ทำการทดสอบชุดชั้นในสีดำ 25 ตัว พบสารก่อมะเร็ง เนื่องจากชุดชั้นในสีดำบางยี่ห้อมีสารเคมีสีดำในปริมาณสูง ซึ่งเป็นที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นตัวก่อมะเร็ง เพราะเมื่อผู้สวมใส่มีเหงื่อออกสารเคมีก็จะตกสีออกมา ทำให้ผิวหนังได้รับสารเคมีอันตราย และมันจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้

นอกจากสารเคมีสีดำก็ยังพบสารอันตรายที่ชื่อว่า Diethyhexylpthalate (DEHP) ซึ่งเป็นตัวยึดทรงชุดชั้นใน สารตัวนี้ติดอันดับในรายการสารอันตรายที่ทางสหภาพยุโรประบุไว้ เพราะเป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นสารต้องห้ามสำหรับของเด็กเล่นและผลิตภัณฑ์ทารก

แต่สาว ๆ ที่มีชุดชั้นในสีดำก็อย่าเพิ่งตกใจจนต้องโยนชุดชั้นในสีดำทิ้ง ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า หากซื้อชุดชั้นในสีดำมา ก็จะต้องซักล้างให้สะอาดเกลี้ยงเกลาก่อนใส่ทุกครั้ง

สุดโหด! หนุ่มโรคจิตป้อนลูกแมวเข้าปากงูเหลือม

  • Posted on December 6, 2011 at 8:20 pm


แมว



ขอขอบคุณภาพประกอบจาก celebritydaily.net 

หนุ่มโรคจิตนิรนามโพสต์คลิปวิดีโอสุดสยอง โดยพยายามหลอกล่อลูกแมวให้เป็นอาหารของงูเหลือม ตอนนี้องค์กรพิทักษ์สัตว์กำลังเร่งควานหาตัวแล้ว

กลายเป็นเรื่องสุดสลดของบรรดาคนรักสัตว์ทั้งหลายหากได้เห็นคลิปวิดีโอนี้ เมื่อหนุ่มคนนึงบรรจงแต่งตัวลูกแมวในชุดคริสต์มาส แล้วส่งเจ้าแมวน้อยเข้าปากของงูเหลือมขนาดยักษ์

จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะซัน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ระบุว่า ชายหนุ่มคนหนึ่งวัย 20 ปี ได้บรรจงแต่งตัวเจ้าแมวน้อยของเขาที่มีนามว่า จัสมิน ในชุดซานตาคลอส ก่อนที่จะพาเจ้าเหมียวไปที่ห้องนอน ซึ่งที่นั่น งูเหลือมขนาดยักษ์นอนรออยู่แล้ว หลังจากนั้น แมวน้อยได้ถูกวางลงที่เตียง และได้พยายามเดินข้ามเตียงไป แต่เมื่อเจ้าแมวน้อยเจองูเหลือมขนาดยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอน จึงได้พยายามเดินเลี่ยงออกมา แต่ว่าชายหนุ่มคนนั้น ก็ได้พยายามหันเหความสนใจของลูกแมวเหมียว จนกระทั่งงูเหลือมได้กระโจนเข้าใส่ลูกแมว และรัดลูกแมวในที่สุด

เมื่องูเหลือมรัดลูกแมวจนสำเร็จจนสำเร็จ มันจึงค่อย ๆ กลืนลูกแมวทั้งตัวอย่างช้า ๆ โดยเริ่มที่หัวก่อน ในขณะนี้ ลูกแมวได้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างทรมานเพื่อขอชีวิต

อย่างไรก็ตาม วิดีโอชิ้นนี้ถูกโพสขึ้นที่เว็บไซต์ที่ชื่อว่า ฟลิก (Flix) โดยฆาตกรแมวรายนี้ ได้ตั้งชื่อคลิปวิดีโอชิ้นนี้ว่า คริสต์มาสของงูเหลือม (Python Christmas) และยังมีการสัญญาว่า จะมีการโพสคลิปอื่น ๆ ในลักษณะนี้เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ ด้านหน่วยงานพิทักษ์สัตว์ของอังกฤษ ได้ขอให้หนังสือพิมพ์ เดอะซัน ตามล่าหาเจ้าของต้นตอคลิป ซึ่งเบื้องต้นทราบว่า มีการโพสคลิปวิดีโอนี้ขึ้นแถบ อิสลิงตัน ทางเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหากมีการจับฆาตกรแมวคนนี้ได้ เขาจะต้องโทษปรับ 20,000 ปอนด์ และจับคุก 6 เดือน

ขณะที่โฆษกขององค์กรพิทักษ์สัตว์ของอังกฤษได้ออกมากล่าวว่า ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ สำหรับการป้อนลูกแมวตัวเป็น ๆ ใส่ปากของงูเหลือม และนายสัตวแพทย์ พีท เวดเดอร์เบริ์น กล่าวว่า ลูกแมวตันนี้อายุน่าจะไม่เกิน 4 เดือน มันไม่มีที่หลบและหนีไปไหนไม่ได้ นี่ถือเป็นพฤติกรรมของพวกที่มีความสุขจากความทรมานของคนอื่น

10 วิธีลดแคลอรีส่วนเกิน

  • Posted on December 5, 2011 at 2:11 pm

 

หากช่วงไหนสาว ๆ รู้สึกว่าทานอาหารมากเป็นพิเศษ คิดไปคิดมาแล้วแต่ละอย่างก็ให้แคลอรีที่สูงปริ๊ดทั้งนั้น ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะต่อไปนี้คือ 10 วิธีการที่จะมาช่วยกำจัดแคลอรีส่วนเกินในมื้อต่อไปแบบหายห่วงมาฝากกันค่ะ

1.เวลาจะเลือกทานไข่เจียว แนะนำให้ใส่ผักอย่างหัวหอม มะเขือเทศ เห็ด ลงไปด้วย และทอดด้วยน้ำเปล่าแทนการใช้น้ำมัน ก็จะช่วยทำให้อิ่มท้องเร็ว อีกทั้งยังช่วยตัดไขมันที่ได้จากน้ำมันออกไปได้ด้วยค่ะ

2.เปลี่ยนการทานข้าวขาวมาทานเป็นข้าวกล้องแทน แล้วก็จากขนมปังขาวก็เปลี่ยนมาเป็นขนมปังโฮลวีทแทน เพราะจะได้เส้นใยอาหารมากขึ้น ช่วยลดน้ำหนักได้

3.การไม่ทาเนยบนขนมปังจะช่วยลดแคลอรีลงได้ถึง 75 แคลอรีต่อขนมปัง 1 แผ่น

4.ถ้าทานข้าวลดลง 1 ทัพพี สามารถลดแคลอรีลงได้ 80 แคลอรี ถ้าทำได้ทั้ง 3 มื้อ ก็จะสามารถลดแคลอรีลงได้ถึง 240 แคลอรีต่อวัน

5.เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำผลไม้จาก 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน

น้ำผลไม้

6.เปลี่ยนการใช้น้ำตาลมาเป็นสารให้ความหวานแทนในถ้วยเครื่องดื่มและแก้ว จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 32 แคลอรี

7.ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียมในเครื่องดื่ม

8.เวลาทานสลัดให้ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 60 แคลอรี ส่วนถ้าเป็นแบบน้ำใสก็จะช่วยลดได้ 45 แคลอรี

9.เปลี่ยนอาหารเช้ามาเป็นอาหารแบบให้พลังงานต่ำ เช่น แกงจืดเต้าหู้ หรือผัดผักใส่เนื้อไม่ติดมัน และใน 1 มื้อ อนุญาตให้มีเมนูทอดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

10. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำตาลได้ ก็สามารถลดปริมาณลดได้ โดยถ้าลดจากการใส่น้ำตาล 2 ช้อนชา (2ก้อน) เป็น 1 ช้อนชา (1ก้อน) จะช่วยลดได้ 15 แคลอรี


เบื่ออาหาร… หัวเราะสิ

  • Posted on November 30, 2011 at 9:20 pm

ผู้หญิง

เบื่ออาหาร… หัวเราะสิ! (Lisa)

ในยามที่ไม่สบาย ไม่อยากอาหาร ลองหัวเราะดูสิ การหัวเราะอย่างสดชื่นจะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้ผู้ป่วย หรือคนที่มีโรคซึมเศร้ากินอาหารได้มากขึ้น

โดยรายงานข่าวจาก Federation of American Societies for Experimental Biology เปิดเผยว่า มีการทดลองให้อาสาสมัครชมภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบสนุกสนาน ขบขัน หรือละครชีวิตเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งผู้ที่ชมภาพยนตร์ตลกจะมีฮอร์โมนอยากอาหารเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับคนที่ออกกำลังในระดับปานกลาง

ขณะเดียวกับการศึกษาดังกล่าว ยังทำให้นักวิจัยตระหนักว่า ชีวิตประจำวัน และสภาพจิตใจของเราจะส่งผลกระทบต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน

ถ้ามัวแต่เศร้า กินอะไรไม่ลง ระวังจะได้รับสารอาหารไม่ครบนะคะ

วิธีลดหน้าท้อง ด้วยฟิตเนสบอล

  • Posted on November 30, 2011 at 7:34 pm

ลดพุง วิธีลดพุง

อยากหน้าท้องแบนราบมั้ย ใช้ฟิตเนสบอลสิ (LISA)

ท่าบริหารหน้าท้องง่าย ๆ จะท้าทายและได้ผลดีมากยิ่งขึ้น ด้วยความช่วยเหลือของลูกบอลลูกยักษ์ที่มักเรียกกันว่า “ฟิตเนสบอล”

ฟิตเนสบอลมีดีตรงไหน

ฟิตเนสบอลเป็นเครื่องมืออันวิเศษในการช่วยให้คุณพัฒนาความสมดุล และความแข็งแรงของร่างกาย วิธีง่าย ๆ ก็คือ ลองนั่งบนลูกบอลแทนเก้าอี้อย่างน้อยวันละครั้ง เวลาที่นั่งบนลูกบอล คุณจะถูกบังคับให้นั่งในท่าที่ถูกต้อง เพราะไม่มีที่พิงหลัง และเนื่องจากความกลมของลูกบอลที่ทำให้กลิ้งไปได้ง่าย ทำให้ต้องใช้ความแข็งแรงของลำตัว และความสมดุล เพื่อจะได้นั่งนิ่ง ๆ ได้

เลือกลูกบอลให้เหมาะ

ฟิตเนสบอลมีหลายขนาด กฎพื้นฐานในการเลือกขนาดที่ถูกต้องก็คือ เมื่อคุณนั่งบนลูกบอล คุณควรสามารถที่จะทรงตัวโดยเท้าวางราบบนพื้นได้ไม่ยากนัก และควรเป่าลมให้ลูกบอลมีความยืดหยุ่นอยู่บ้างเมื่อกด แต่อย่าถึงกับนิ่ม และนี่คือขนาดของลูกบอลที่เหมาะสมตามความสูงของคุณ

 ขนาด 55 ซ.ม. ถ้าคุณสูงน้อยกว่า 150 ซ.ม.

 ขนาด 65 ซ.ม. ถ้าคุณสูงระหว่าง 150-170 ซ.ม.

 ขนาด 75 ซ.ม. ถ้าคุณสูงมากกว่า 170 ซ.ม. แต่ไม่เกิน 185 ซ.ม.

ฟิตเนส ออกกำลังกาย

ท่าบริหารหน้าท้องบนลูกบอล

ท่าครันช์ (Crunch) ซึ่งเป็นท่าที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อทำบนลูกบอล และนี่คือขั้นตอน

 เริ่มต้นด้วยการนอนหงาย โดยให้กลางลำตัวสัมผัสกับลูกบอล กางเท้ากว้างกว่าช่วงสะโพกเล็กน้อย และวางราบลงบนพื้นอย่างมั่นคง เข่าชี้ออกจากกันเล็กน้อย เกร็งก้นและแขม่วหน้าท้อง เพื่อรักษาให้สะโพกอยู่ในแนวเดียวกับหัวไหล่ รักษาลำตัวให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้

 คราวนี้ประสานมือไว้ที่ด้านหลังศีรษะ หายใจออก เกร็งก้นและแขม่วหน้าท้องเล็กน้อย พร้อมกับยกศีรษะขึ้นให้สูงพอที่ปีกไหล่จะพ้นจากลูกบอล อย่าขย่มตัวขึ้นลง แต่ค่อย ๆ ทำช้า ๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการบริหารท่านี้เต็มที่

 หายใจออกขณะกลับเข้าสู่ท่าเริ่มต้น และทำซ้ำ 8 ครั้งช้า ๆ

 อย่าเกร็งคอ ให้ใช้มือรับน้ำหนักศีรษะ และรักษาช่องว่างระหว่างคาง และคอไว้เสมอ

 เพื่อทำให้ท่าออกกำลังกายยากขึ้น เคลื่อนเท้าเข้ามาหาลูกบอล และให้เชิงกราน และบั้นเอวสัมผัสกับลูกบอล การรักษาความสมดุลจะยากมากขึ้น เมื่อหน้าท้องอยู่บนลูกบอลจริง ๆ

 คุณยังสามารถปรับการออกกำลังนี้ เพื่อบริหารกล้ามเนื้อท้องด้านข้าง โดยแทนที่จะยกตัวขึ้นตรง ๆ ให้ยกตัวขึ้นแล้วบิดไปด้านข้าง โดยยกข้อศอกขวาไปหาเข่าซ้าย แล้วก็สลับข้างกัน

EXTRA TIP

หลับตาด้วยสิ เวลาอยู่บนลูกบอล

ทำไมเหรอ? ก็มันจะเพิ่มความท้าทายให้ร่างกายของคุณมากขึ้นไงล่ะ เนื่องจากการมองไม่เห็นจะทำให้คุณไม่มีจุดโฟกัส ร่างกายจะรู้สึกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคง กล้ามเนื้อลำตัวจึงต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อรักษาความสมดุล

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  • Posted on November 29, 2011 at 8:29 pm

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30


หากจะพูดถึงช่วงชีวิตที่ผู้หญิงควรดูแลผิวพรรณของตัวเองอย่างจริงจังมากที่สุด หลายคนคงจะคิดถึงวัย 30 ปลาย ๆ ที่มีริ้วรอย กระ ฝ้า ผิวหย่อนคล้อยเกิดขึ้นได้อย่างง่าย ๆ เป็นแน่ แต่หากเรามาพิจารณากันดูดี ๆ แล้ว จะพบว่าจริง ๆ แล้ววัยที่ควรจริงจังกับการดูแลผิวพรรณมากที่สุด ไม่ใช่ตอนผิวเสื่อมสภาพไปแล้วเลยค่ะ แต่เป็นช่วงวัยที่ผิวกำลังเริ่มจะเสื่อมสภาพ ช่วงอายุ 20 ปลาย ๆ นี่แหละ เพราะการดูแลผิวให้ดีในช่วงนี้ จะช่วยยืดอายุผิวสวยเด้งของคุณออกไปอีก และเป็นการป้องกันริ้วรอยที่กำลังจะเกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็นได้นานหลายปีเลยทีเดียว

แต่เมื่อพูดถึงการดูแลผิวแล้ว สาว ๆ วัย 20 ตอนปลายหลายคนมักจะคิดไปถึงครีมบำรุงมากมายซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องผิวเสื่อมสภาพได้ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิดถนัดเลยล่ะค่ะ สาว ๆ รู้ไหมว่านอกจากครีมถนอมผิวแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่สาว ๆ ควรให้ความสำคัญมากกว่านั้น ที่จะทำให้ผิวคุณสวยไปตลอดอย่างแท้จริง แต่เอ? ปัจจัยสำคัญที่ว่านี้จะมีอะไรบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาบอกกันแล้วค่ะ

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  1. การออกกำลังกาย แม้จะเป็นสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่จะขอย้ำซ้ำ ๆ อีกครั้งให้สาว ๆ วัย 20 ได้นำไปปฏิบัติกันจริง ๆ มากกว่าแค่รับรู้เหมือนที่หลาย ๆ คนเป็นกันอยู่ เพราะการออกกำลังกายนั้นจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนขนส่งออกซิเจนในเลือด และเป็นการขับของเสียในร่างกายออกมาในรูปแบบเหงื่อ ซึ่งเชื่อไหมว่า แค่สาว ๆ ออกกำลังกายวันละ 30 นาที คุณก็จะรู้สึกว่าผิวได้หายใจและสดชื่นอย่าบอกใครเลยล่ะ

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  2. ทานอาหารเพื่อสุขภาพ ขอให้ท่องจำเอาไว้เลยค่ะว่า “You are what you eat.” ถ้าคุณทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อผิว เช่น แอนตี้ออกซิแดนท์ วิตามินเอและซี มันก็จะไปบำรุงผิวคุณ แต่ถ้าหากคุณทานแต่อาหารมัน ๆ ทอด ๆ และน้ำตาลในปริมาณมากแล้ว อาหารพวกนี้จะทำลายผิวคุณให้เสื่อมสภาพสะสมต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอน

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  3. ล้างหน้าให้สะอาด แต่ก่อนล้างหน้าให้สะอาดนั้น สาว ๆ จำเป็นต้องเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณก่อน เพราะผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแต่ละสูตรผลิตออกมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นสาว ๆ จึงต้องเลือกให้เหมาะกับผิว แล้วล้างทั้งเช้า-เย็น ให้สะอาด โดยเฉพาะตอนเย็น อย่าลืมล้างเครื่องสำอางออกให้หมดจดด้วยนะคะ

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  4. ขัดผิวบ้าง เพราะการขัดผิวเป็นวิธีที่ดีในการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป และเผยผิวสว่างใสใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากนี้ยังทำให้ผิวสดชื่นอีกด้วย ดังนั้นลองหาวิธีสครับผิวง่าย ๆ ที่เหมาะกับสภาพผิว แล้วทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง กำลังพอดีค่ะ

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  5. นอนหลับให้เพียงพอ โดยวิถีชีวิตของคนทำงานวัย 25-30 มักจะนอนดึกตื่นเช้า และนั่นทำให้เรา “นอนไม่พอ” จนเคยชินไปแล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถ้าหากสามารถปรับให้นอนเร็วขึ้นได้ล่ะก็ รับรองว่าสาว ๆ จะรูุ้สึกสดชื่น และไม่ต้องม้วนตัวขี้เกียจไปมาอยู่บนเตียงอีกต่อไป และแน่นอน การพักผ่อนที่เพียงพอย่อมช่วยยืดอายุผิว ให้ผิวพักผ่อนได้เพียงพอด้วย

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  6. อย่าลืมครีมกันแดด เพราะแดดสมัยนี้ไม่ได้ดีต่อผิวเลยค่ะ นอกจากแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า เพราะรังสียูวีที่มีมากขึ้น ทำให้โลกร้อนเหมือนแสงอาทิตย์เผา ดังนั้นจึงจำเป็นมาก ๆ ที่สาว ๆ จะต้องใส่เสื้อกันแดด หมวก ร่ม และครีมกันแดดที่ช่วยปกป้อง ช่วยลดปริมาณยูวีที่ส่งผลต่อผิวได้บ้าง สาว ๆ จึงไม่ควรลืมทาครีมกันแดดในแต่ละวันที่ออกแดดด้วยค่ะ

7 เคล็ดลับผิวสว่างใส สำหรับสาวย่าง 30

  7. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะบุหรี่และเครื่องดื่มเหล่านี้ เป็นตัวการบั่นทอนอายุของผิวเลยล่ะ และที่สำคัญมันทำให้ผิวหมองคล้ำ แก่เร็ว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นคงเป็นสิ่งที่ดีหากสาว ๆ งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เสียแต่ตอนนี้ หรือหากจำเป็นจริง ๆ ก็บริโภคแต่น้อยก็พอค่ะ

และปัจจัยทั้ง 7 นี้เอง ที่สำคัญต่อการยืดอายุผิวของคุณสาว ๆ อย่างแท้จริง สาว ๆ วัย 20 ปลาย ๆ จึงควรพิจารณาดูและนำไปใช้ดูนะคะ รับรองเลยว่า หากทำได้ครบทั้ง 7 ข้อ(อย่างจริงจัง) แล้ว ผิวพรรณของคุณก็จะสวยไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียวล่ะ

กรมวิทย์ฯ เตือนใช้ขวดน้ำพลาสติกซ้ำ เสี่ยงเชื้อโรค

  • Posted on November 28, 2011 at 8:00 pm


ขวดพลาสติก

กรมวิทย์ฯ เตือนระวังขวดน้ำพลาสติก ใช้ซ้ำ เสี่ยงเชื้อโรค (กระทรวงสาธารณสุข)

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนประชาชน หากต้องนำขวดพลาสติกมาใช้ใหม่ เพื่อความปลอดภัยต้องล้างทำความสะอาด และหมั่นสังเกตว่าสีของขวดพลาสติก หากมีคราบสีเหลืองหรือมีสีขุ่น ขวดบุบ มีรอยร้าวหรือแตก ไม่ควรนำมาใช้ใหม่เด็ดขาด เนื่องจากอาจมีสารเคมีในเนื้อพลาสติกหลุดลอกลงในน้ำดื่มได้ ขณะเดียวกันเป็นแหล่งสะสมและปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย

นายแพทย์นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้มีฝนตกหนักในหลายจังหวัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หากจำเป็นต้องนำขวดพลาสติกเปล่าที่ใช้แล้วมากักตุนน้ำไว้สำหรับดื่มและใช้ในช่วงน้ำท่วม บางครั้งไม่ได้มีการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะบริเวณปากขวดและฝาขวด อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคจากการสัมผัสกับมือและปากที่มีการดื่มน้ำจากขวดโดยตรงได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลการทดลองยืนยันว่าขวดพลาสติก หรือขวดเพทปลอดภัยไม่มีสารเคมีปนเปื้อน แต่การนำกลับมาใช้ใหม่ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด ต้องล้างขวดให้สะอาด ทั้งด้านในและด้านนอกก่อนนำมาใช้ใหม่ และเมื่อใช้ไปนาน ๆ ต้องหมั่นสังเกตว่าสีของขวดเปลี่ยนไปหรือไม่ หากมีคราบสีเหลือง มีสีขุ่น ขวดไม่ใสเหมือนเดิม หรือขวดบุบ มีรอยร้าว หรือแตกให้ทิ้งไม่ควรนำมาใช้ใหม่ ซึ่งรอยเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคในการล้างทำความสะอาดทำให้ล้างคราบสกปรกออกไม่หมด อาจเป็นช่องว่างทำให้เชื้อโรคเข้าไปเกาะตามรอยร้าวนั้นได้ นอกจากนี้ประชาชนสามารถใช้ขวดแก้วแทนได้แต่จะต้องล้างทำความสะอาดให้สะอาด ก่อนนำไปใช้ทุกครั้งเช่นกัน

ขวดน้ำพลาสติก

รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า คุณภาพของขวดบรรจุน้ำดื่ม มีการควบคุมทางกฎหมาย โดยประเทศต่าง ๆ จะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป แต่จะมีจุดมุ่งหมายที่ใกล้เคียงกันคือ ควบคุมวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทดสอบสารเคมี ที่จะละลายออกมาจากภาชนะให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการนำไปใช้งาน ซึ่งประเทศไทยมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 295 (พ.ศ.2548) กำหนดชนิด และมาตรฐานของพลาสติก ที่ใช้บรรจุอาหารไว้แล้ว ดังนั้นถ้าผู้บริโภคใช้ขวดพลาสติกได้ถูกต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการผลิตก็แน่ใจได้ว่ามีความปลอดภัย

ทั้งนี้จากการตรวจวิเคราะห์ขวด PET ที่ผลิตใหม่ ซึ่งผู้ผลิตมากกว่า 10 บริษัท นำส่งตรวจวิเคราะห์ ณ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อรับรองคุณภาพความปลอดภัยตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าได้มาตรฐานทุกตัวอย่าง อย่างไรก็ตามกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการวิจัยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในท้องตลาดอยู่เสมอ หากพบว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็จะมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ผู้บริโภคทราบและจะมีการประสานกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในด้านของการควบคุมทางกฎหมายและการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ยังให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหารแก่ประกอบการและผู้ที่สนใจที่ต้องการทราบข้อมูลทางด้านนี้

นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร (สคอ.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พลาสติกที่ใช้ทำขวดน้ำดื่ม ขนาดเล็กมีอยู่ 2 ชนิดหลัก ๆ คือ ขวดสีขาวขุ่น ทำจากพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีน (Polyethylene) หรือ PE และขวดใสไม่มีสีทำจากพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต (Poly Ethylene Terephthalate) หรือ ขวด PET ซึ่งปัจจุบันนี้นิยมใช้กันมากกว่าขวดแบบขาวขุ่น สำหรับขวดบรรจุน้ำชนิดเติม ซึ่งมีการบรรจุซ้ำจะเป็นขวดความจุประมาณ 20 ลิตร ขวดสีขาวขุ่นทำจากพลาสติกชนิด PP (พอลิพรอพิลีน) และขวดใส สีฟ้าอ่อน หรือสีเขียวอ่อนทำจากพลาสติกชนิด PC (พอลิคาร์บอเนต) หรือพลาสติกชนิด PET ดังนั้นขวดเหล่านี้ต้องล้างให้สะอาดก่อนนำมาใช้ใหม่ และขวดที่บรรจุน้ำควรเก็บในที่แสงสว่างส่องไม่ถึง เพื่อป้องกันการเจริญของตะไคร่น้ำ