You are currently browsing the archives for December 2011.
Displaying 1 - 8 of 8 entries.

ดื่มน้ำสะอาด…วิธีรับมือโรคที่มากับอุทกภัย

  • Posted on December 29, 2011 at 8:46 pm


น้ำ

ดื่มน้ำสะอาด…วิธีรับมือโรคที่มากับอุทกภัย (ไทยโพสต์)

ในช่วงที่มีน้ำท่วมขังอย่างนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสารพัดโรคที่มาพร้อมน้ำท่วม เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคทางเดินหายใจ โรคอุจจาระร่วง โรคตาแดง โรคน้ำกัดเท้า โรคฉี่หนู ฯลฯ นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่เป็นเด็กเล็ก ดังนั้นการดื่มน้ำสะอาดและสังเกตอาการเบื้องต้นของโรค และรีบพบแพทย์ทันทีหากพบความผิดปกติรุนแรง สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคที่แฝงมากับน้ำท่วมลงได้

รอ.นพ.พันเลิศ ปิยะลาศ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การดูแลตนเองและสังเกตอาการผิดปกติในเบื้องต้น จะช่วยป้องกันโรคได้ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญควรดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ไม่สวมเสื้อผ้าที่เปียกชื้น เช็ดตัวให้แห้ง หลีกเลี่ยงการแช่น้ำเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันอันตรายจากไข้หวัดใหญ่และปอดบวม

ขณะเดียวกันก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด หรืออาหารกระป๋องที่ยังไม่หมดอายุ กระป๋องไม่บวมหรือเป็นสนิม รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำจากขวดที่ฝาปิดสนิท หรือน้ำต้มสุกเพื่อทำลายเชื้อโรคในน้ำ ในส่วนของน้ำใช้หากไม่แน่ใจว่ามีความสะอาดเพียงพอหรือไม่ ให้ใช้ผงปูนคลอรีนทำลายเชื้อโรคในน้ำ โดยคลอรีนสามารถทำลายเชื้อโรคได้มากกว่า 99% รวมทั้งเชื้อ อีโคไล (E.coli) และเชื้อไวรัส นอกจากนี้ผงปูนคลอรีนสามารถเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำได้ ซึ่งการใช้คลอรีนอย่างระมัดระวังจะไม่เกิดอันตราย และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการถ่ายอุจจาระลงในน้ำ ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของโรคระบาด

สำหรับการป้องกันตัวเองจากโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส ที่เป็นโรคยอดฮิตในช่วงน้ำท่วมนั้น ควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำลุยโคลน และป้องกันไม่ให้บาดแผลสัมผัสถูกน้ำ โดยการสวมร้องเท้าบู๊ตยาง หากไม่สามารถเลี่ยงได้ควรรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ แล้วเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุดแต่หากพบอาการระคายเคืองบริเวณตา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแดง ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หรือถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาไม่ควรขยี้ตาด้วยมือที่สกปรก อย่าให้แมลงตอมตา และหลีกเลี่ยงที่จะใช้ของร่วมกับผู้ป่วยเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

นอกจากนี้ อุบัติเหตุที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วมได้แก่ ไฟดูด จมน้ำ เหยียบของมีคม สามารถป้องกันได้โดยถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า สับคัตเอาต์ตัดไฟฟ้าในบ้านก่อนที่น้ำจะท่วมถึง ขณะเดียวกันคุณหมอกล่าวว่า การเก็บกวาดขยะวัตถุแหลมคมในบริเวณอาคารบ้านเรือน และตามทางเดินอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากของมีคมได้แล้ว ยังช่วยป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นงู ตะขาบ แมงป่อง ซึ่งหนีน้ำมาหลบอาศัยในบริเวณบ้านเรือนได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คุณหมอกล่าวว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือ มีสติ อย่าตกใจหรือกลัวจนขาดสติ ควรเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ติดตามรายงานของทางราชการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนศึกษาขั้นตอนการอพยพ ระบบการเตือนภัยและเส้นทางการเคลื่อนย้ายในกรณีเร่งด่วน

เป็นงง! สนามบินสหรัฐฯ ยึดคัพเค้ก เหตุโรยไอซิ่งมากเกิน

  • Posted on December 27, 2011 at 4:06 pm




ขอขอบคุณภาพประกอบจาก whdh.com

เจ้าหน้าที่ของสนามบินแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ยึดคัพเค้กของผู้โดยสาร โดยให้เหตุผลว่าโรยไอซิ่งมากเกินไป ซึ่งผิดระเบียบความปลอดภัย

ผู้โดยสารคงจะงงกันน่าดู หากต้องเจอะเข้ากับด่านตรวจผู้โดยสารแสนจะเจ้าระเบียบ เพราะแทนที่เจ้าหน้าที่จะยึดอาวุธของมีคม หรือของอันตรายต่าง ๆ แต่ยึดคัพเค้กซะอย่างนั้น!!!

เว็บไซต์เดลิเมล ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ว่า เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารความปลอดภัยด้านคมนาคมหรือ TST ที่สนามบินนานาชาติแม็คแคร์แรน ที่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้ยึดคัพเค้กของผู้โดยสารรายหนึ่ง เพราะเป็นวัตถุเสี่ยงอันตราย

ทั้งนี้ รีเบ็กก้า เฮนส์ ผู้โดยสารดังกล่าวเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ยึดคัพเค้กของเธอ ขณะที่เธอกำลังจะขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางกลับบ้านที่รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า คัพเค้กโรยน้ำตาลไอซิ่งมากเกินไปจนดูคล้ายเจล ซึ่งละเมิดกฎระเบียบของ TSA ที่ห้ามนำวัตถุที่เป็นของเหลว และเจล ขึ้นเครื่องบินเนื่องจากเสี่ยงระเบิด หลังการโต้เถียง สุดท้ายเธอยอมให้เจ้าหน้าที่ยึดคัพเค้กแต่โดยดี

อย่างไรก็ตาม เฮนส์ ยังระบุด้วยว่า คัพเค้กไม่ก่ออันตราย แต่เจ้าหน้าที่ยึดกฎระเบียบแบบตายตัวจนเกินไปถือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และละเมิดสิทธิพลเรือนด้วย ด้านโฆษกของทีเอสเอ จึงต้องออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้ TSA กำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกล่าวเสริมด้วยว่าผู้โดยสารสามารถนำเค้กและคัพเค้กผ่านจุดตรวจได้

อาหารเสริมตัวช่วยความสวย

  • Posted on December 24, 2011 at 3:53 pm

วิตามิน

อาหารเสริมตัวช่วยความสวย? (Be Magazine)
เรื่อง : ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ

“ผู้หญิงอย่าหยุดสวย” ประโยคนี้ช่างทำให้ผู้หญิงอย่างเรา มีความรู้สึกเหมือนกำลังจะไปออกรบ คือ ต้องพร้อม (สวย) ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิกภาพ การพูดจา การวางตัว เสื้อผ้า หน้าผม ที่สำคัญคือ ผิวพรรณ ที่ต้องเต่งตึง อมชมพู ขาวเนียนใส ไร้สิวและริ้วรอย และอีกสารพัดที่จะต้อง ”ไร้”

เพราะความที่เป็นผู้หญิง เป็นสิ่งที่สร้างความสวยงามให้กับโลกใบนี้ (แอบเข้าข้างตัวเอง) จึงเกิดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อบำรุงความสวยมากมายหลายชนิด แต่ก่อนที่จะเลือกซื้อเพื่อให้สวย ควรอ่านข้อมูลตรงนี้กันสักหน่อย จะได้สวยอย่างธรรมชาติและสวยแบบระยะยาว

 Vitamin for 20+

วิตามินซี น้ำมันปลา และสังกะสี เป็นวิตามินที่ควรกินเพิ่ม เพราะผัก ผลไม้ ปลาทะเล สังกะสีที่มีอยู่ในหอยนางรม และเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ คงไม่สามารถกินกันได้ทุกวัน และไม่ได้เคี้ยวกันเป็นกำมือทุกวัน จึงควรหาวิตามินกลุ่มนี้มากินเพิ่ม โดยปริมาณที่กินเบื้องต้น คือ วิตามินซี วันละ 1,000 มิลลิกรัม และน้ำมันปลา (EPA+DHA) วันละ 1,000 มิลลิกรัม (ประมาณ 2 เม็ด/วัน) สำหรับช่วยเสริมภูมิ แก้กลุ้ม (ซึมเศร้า) ที่สำคัญช่วยบำรุงผิวได้ด้วย

สำหรับวิตามินที่กินได้ ก็มีคอลลาเจน โคคิวเท็น วิตามินอี วิตามินเอ กลูตาไทโอน เวย์โปรตีน แคลเซียม และแอนตี้ออกซิแดนท์อีกมาก ซึ่งวิตามินกลุ่มนี้มีอยู่มากในอาหารสด เช่น คอลลาเจนมีอยู่ในต้มยำไก่, ก๋วยเตี๋ยวไก่ โคคิวเท็นมีอยู่ในซีฟู้ดรสแซ่บ วิตาวินอีมีมากอยู่ในน้ำมันพืชซึ่งคงกินทุกวันอยู่แล้ว

ส่วนคนที่ชอบกินผักเขียว ก็จะได้วิตามินเอไปบ้าง เวย์โปรตีนที่นักเล่นกล้ามชอบกิน จะได้จากที่เรากินชีสและผลิตภัณฑ์จากนมวัว ใน 1 วันก็ควรกินกับข้าวหลากหลาย จะได้วิตามินที่หลากหมายตามไปด้วย อย่ากินแต่กับข้าวซ้ำ ๆ แล้วจะหาวิตามินจากไหน คงได้แต่วิตามึนมากกว่าแต่หากจะกินเสริมเข้าไป ก็สามารถกินได้ในปริมาณ คอลลาเจน 1,000 มิลลิกรัม (แล้วแต่ยี่ห้อ)

 วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม+สังกะสี 25-50 มิลลิกรัม (ในกรณีเป็นภูมิแพ้)

ปริมาณที่บอกไว้นั้นเป็นปริมาณเบื้องต้น ทางที่ดีควรตรวจก่อนว่า ตัวเองขาดส่วนใดแล้วค่อยกินเพิ่มในส่วนนั้น อย่ากินเพียงเพราะเพื่อนบอกว่ากินแล้วดี หรือเป็นอาหารเสริมแบบครอบจักรวาล เพราะหากกินมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

นอกจากปริมาณที่ควรได้รับแล้วการเลือกรับประทานวิตามินที่จับคู่กันถูก ก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่น วิตามินเอ อี ดี เค และโคคิวเท็น ต้องรับประทานคู่กับไขมัน เพราะละลายได้ดีในไขมัน

ส่วนแคลเซียมรับประทานคู่กับแมกนีเซียม น้ำมันตับปลาต้องมีอีพีเอหรือดีเอชเอ กระทั่งการกินแคลเซียมเสริม ที่คิดว่ากินแล้วจะช่วยเสริมกระดูก แต่หากจะให้แคลเซียมทำงานได้ดีจะต้องมีวิตามินดีและแมกนีเซียมเพื่อช่วยดูดซึม แต่หากซื้อแคลเซียมเสริมในราคาที่ถูกเกินไป อาจจะส่งผลต่อร่างกาย โดยมันไปจับตัวเป็นหินปูน ทำให้เกิดกระดูกงอก กระดูกย้อย หรือเป็นนิ่วได้

เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ระวังเรื่องการเลือกซื้ออาหารเสริมราคาถูกเกินไป และจะต้องศึกษาให้ละเอียด โดยดูที่ฉลากว่าเป็นแบบธรรมชาติหรือแบบสังเคราะห์ ซึ่งหากได้จากธรรมชาติหรือมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ก็จะดูดซึมได้ดี หากเป็นแบบสังเคราะห์ บางชนิดอาจจะส่งผลตรงกันข้ามแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น วิตามินอี หากมาจากธรรมชาติจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ส่วนแบบสังเคราะห์ ก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจ หรือวิตามินสังเคราะห์บางตัว เมื่อกินเข้าไปแทนที่จะทำให้สุขภาพดี กลับแก่เร็ว หรือเป็นโรคมากขึ้น

การกินวิตามินเสริมเพื่อสวยหรือเพื่อเสริมให้ร่างกายแข็งแรงนั้น ควรระวังให้มากๆ ต้องมีการศึกษาข้อมูลของวิตามินแต่ละชนิดก่อนตัดสินใจซื้อ และที่แน่ ๆ ควรที่จะกินอาหารสดร่วมด้วย เพราะสูตรที่ดีที่สุดคือ “อาหารเสริม+อาหารสด” นั่นเอง

ยาอมป้องกันโรคหวัดถึงกันไม่ได้หมดแต่ก็ ช่วยไม่ให้บอบช้ำมาก

  • Posted on December 23, 2011 at 8:22 pm

แม่บ้านที่มีสามีบ่นจู้จี้ เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดบ่อยๆ คงจะพอยิ้มออกบ้าง เมื่อปรากฏว่านักวิทยาศาสตร์สามารถประดิษฐ์ยาอมชนิดลูกกวาด “แก้ไข้หวัดผู้ชาย” เฉพาะได้แล้ว

ตัวยามีรสหวานและละลายในปาก เมื่อกินประจำวันจะช่วยบรรเทาพิษไข้อาการไม่สบายเนื่องจากไข้หวัดหรือโรคไข้ หวัดใหญ่ แต่ยาจะออกฤทธิ์ดีเฉพาะแต่กับผู้ชายเท่านั้น

ศาสตราจารย์ มันเฟรด เบียลฮาร์ซ มหาวิทยาลัยออสเตรเลียตะวันตก ใช้เวลาค้นคว้าถึง 15 ปี และได้ทดสอบกับชายหญิง 200 คน โดยแบ่งให้ครึ่งหนึ่งกินก่อนอาหารเช้าวันละ 1 เม็ด เป็นเวลา 4 เดือน ส่วนที่เหลือให้กินยาหลอก ผลปรากฏว่า แม้พวกที่กินยาจะยังคงเป็นหวัดสามัญหรือไข้หวัดใหญ่เท่าๆกับคนอื่น แต่ก็มีข้อดีว่าจะล้มหมอนนอนเสื่อหรือจะต้องหยุดงานน้อยวันกว่าเพื่อนที่ไม่ ได้กิน “แม้มันจะป้องกันหวัดไม่ได้ แต่มันก็ยังช่วยให้เป็นน้อยลง” เขาอวด

ขณะ นี้บริษัทยาสหรัฐฯแห่งหนึ่งกำลังทดสอบต่อไปอยู่ หากได้ผลดี คงจะมีออกจำหน่ายในตลาดตอนปลายปี พ.ศ. 2555 นี้.

สายตาสดใสด้วยวิตามินเอสูงในนม

  • Posted on December 9, 2011 at 11:33 am

เมื่อนึกถึงสารอาหารที่ทำให้สายตาสดใสเปล่งประกาย เราย่อมนึกถึงวิตามินเอ และคุ้นเคยกับแหล่งวิตามินเอเช่น ผักบุ้ง ฟักทอง ตับ หรือไข่ ซึ่งต่างจากวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ ซึ่งนมสดเป็นแหล่งวิตามินเอจากสัตว์ที่ให้วิตามินในปริมาณที่สูง โดยนมสดน้ำหนัก 100 กรัมนั้นมีวิตามินเอมากกว่าวิตามินชนิดอื่น คิดเป็นปริมาณ 125 IU (หน่วยสากล) หรือสามเท่าของวิตามินเอในนมถั่วเหลือง

วิตามินเอที่ได้จากสัตว์นี้ เป็นวิตามินเอชนิดละลายในไขมัน นมสดซึ่งมีไขมันอยู่จำนวนหนึ่ง จึงช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอ ซึ่งมีช่วยการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การมองเห็น และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขาดวิตามินเออาจมีผลต่อสายตา ทำให้ตามัวในแสงสลัวหรือเวลากลางคืน ตาแห้ง ผิวแห้ง ภูมิต้านทานโรคลดลง ร่างกายเจริญเติบโตช้า เป็นต้น

การดื่มนมเพื่อเสริมวิตามินเอให้แก่ร่างกายจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ให้คุณประโยชน์ เนื่องจากการดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินเอประมาณ 10% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งย่อมเป็นโอกาสที่ดีเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ดี นมสดพร่องมันเนยหรือที่ไม่มีไขมัน ก็จะไม่มีวิตามินเอด้วย เนื่องจากไม่มีไขมันทำละลายและช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้เช่นเดียวกับนมสดธรรมดาที่มีไขมันอยู่ประมาณ 4%

 

นอกจากวิตามินเอจะดีต่อสายตาแล้ว ท่านอาจเคยเห็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวโฆษณาถึงสรรพคุณของวิตามินเอว่า ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง เนื่องจากวิตามินเอมีส่วนช่วยรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง หยาบกร้าน รวมทั้งปัญหาสิว โรคติดเชื้อ นอกจากนี้ วิตามินเอยังมีส่วนช่วยให้กระดูก ฟันและผม มีความแข็งแรงด้วย

ดังนั้นการดื่มนมสดจึงให้ประโยชน์ในหลายด้าน และครบครันในหนึ่งเดียว ยิ่งกว่าทูอินวัน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินอีกหลากหลาย การดื่มนมสดเป็นประจำไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ จึงเป็นการเสริมให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุจำเป็นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยง่าย และประหยัดค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

ดูแลสุขภาพด้วยการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าการรักษาในภายหลัง และอย่าลืมหมั่นออกกำลังกายด้วยนะคะ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสำหรับทุกสภาวการณ์ค่ะ

ระวัง…สารเคมีจากชุดชั้นในสีดำ

  • Posted on December 8, 2011 at 11:21 am

จากการศึกษาของนิตยสาร Öko-Test ในประเทศเยอรมนีที่ทำการทดสอบชุดชั้นในสีดำ 25 ตัว พบสารก่อมะเร็ง เนื่องจากชุดชั้นในสีดำบางยี่ห้อมีสารเคมีสีดำในปริมาณสูง ซึ่งเป็นที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นตัวก่อมะเร็ง เพราะเมื่อผู้สวมใส่มีเหงื่อออกสารเคมีก็จะตกสีออกมา ทำให้ผิวหนังได้รับสารเคมีอันตราย และมันจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้

นอกจากสารเคมีสีดำก็ยังพบสารอันตรายที่ชื่อว่า Diethyhexylpthalate (DEHP) ซึ่งเป็นตัวยึดทรงชุดชั้นใน สารตัวนี้ติดอันดับในรายการสารอันตรายที่ทางสหภาพยุโรประบุไว้ เพราะเป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นสารต้องห้ามสำหรับของเด็กเล่นและผลิตภัณฑ์ทารก

แต่สาว ๆ ที่มีชุดชั้นในสีดำก็อย่าเพิ่งตกใจจนต้องโยนชุดชั้นในสีดำทิ้ง ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า หากซื้อชุดชั้นในสีดำมา ก็จะต้องซักล้างให้สะอาดเกลี้ยงเกลาก่อนใส่ทุกครั้ง

สุดโหด! หนุ่มโรคจิตป้อนลูกแมวเข้าปากงูเหลือม

  • Posted on December 6, 2011 at 8:20 pm


แมว



ขอขอบคุณภาพประกอบจาก celebritydaily.net 

หนุ่มโรคจิตนิรนามโพสต์คลิปวิดีโอสุดสยอง โดยพยายามหลอกล่อลูกแมวให้เป็นอาหารของงูเหลือม ตอนนี้องค์กรพิทักษ์สัตว์กำลังเร่งควานหาตัวแล้ว

กลายเป็นเรื่องสุดสลดของบรรดาคนรักสัตว์ทั้งหลายหากได้เห็นคลิปวิดีโอนี้ เมื่อหนุ่มคนนึงบรรจงแต่งตัวลูกแมวในชุดคริสต์มาส แล้วส่งเจ้าแมวน้อยเข้าปากของงูเหลือมขนาดยักษ์

จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะซัน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ระบุว่า ชายหนุ่มคนหนึ่งวัย 20 ปี ได้บรรจงแต่งตัวเจ้าแมวน้อยของเขาที่มีนามว่า จัสมิน ในชุดซานตาคลอส ก่อนที่จะพาเจ้าเหมียวไปที่ห้องนอน ซึ่งที่นั่น งูเหลือมขนาดยักษ์นอนรออยู่แล้ว หลังจากนั้น แมวน้อยได้ถูกวางลงที่เตียง และได้พยายามเดินข้ามเตียงไป แต่เมื่อเจ้าแมวน้อยเจองูเหลือมขนาดยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอน จึงได้พยายามเดินเลี่ยงออกมา แต่ว่าชายหนุ่มคนนั้น ก็ได้พยายามหันเหความสนใจของลูกแมวเหมียว จนกระทั่งงูเหลือมได้กระโจนเข้าใส่ลูกแมว และรัดลูกแมวในที่สุด

เมื่องูเหลือมรัดลูกแมวจนสำเร็จจนสำเร็จ มันจึงค่อย ๆ กลืนลูกแมวทั้งตัวอย่างช้า ๆ โดยเริ่มที่หัวก่อน ในขณะนี้ ลูกแมวได้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างทรมานเพื่อขอชีวิต

อย่างไรก็ตาม วิดีโอชิ้นนี้ถูกโพสขึ้นที่เว็บไซต์ที่ชื่อว่า ฟลิก (Flix) โดยฆาตกรแมวรายนี้ ได้ตั้งชื่อคลิปวิดีโอชิ้นนี้ว่า คริสต์มาสของงูเหลือม (Python Christmas) และยังมีการสัญญาว่า จะมีการโพสคลิปอื่น ๆ ในลักษณะนี้เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ ด้านหน่วยงานพิทักษ์สัตว์ของอังกฤษ ได้ขอให้หนังสือพิมพ์ เดอะซัน ตามล่าหาเจ้าของต้นตอคลิป ซึ่งเบื้องต้นทราบว่า มีการโพสคลิปวิดีโอนี้ขึ้นแถบ อิสลิงตัน ทางเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหากมีการจับฆาตกรแมวคนนี้ได้ เขาจะต้องโทษปรับ 20,000 ปอนด์ และจับคุก 6 เดือน

ขณะที่โฆษกขององค์กรพิทักษ์สัตว์ของอังกฤษได้ออกมากล่าวว่า ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ สำหรับการป้อนลูกแมวตัวเป็น ๆ ใส่ปากของงูเหลือม และนายสัตวแพทย์ พีท เวดเดอร์เบริ์น กล่าวว่า ลูกแมวตันนี้อายุน่าจะไม่เกิน 4 เดือน มันไม่มีที่หลบและหนีไปไหนไม่ได้ นี่ถือเป็นพฤติกรรมของพวกที่มีความสุขจากความทรมานของคนอื่น

10 วิธีลดแคลอรีส่วนเกิน

  • Posted on December 5, 2011 at 2:11 pm

 

หากช่วงไหนสาว ๆ รู้สึกว่าทานอาหารมากเป็นพิเศษ คิดไปคิดมาแล้วแต่ละอย่างก็ให้แคลอรีที่สูงปริ๊ดทั้งนั้น ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะต่อไปนี้คือ 10 วิธีการที่จะมาช่วยกำจัดแคลอรีส่วนเกินในมื้อต่อไปแบบหายห่วงมาฝากกันค่ะ

1.เวลาจะเลือกทานไข่เจียว แนะนำให้ใส่ผักอย่างหัวหอม มะเขือเทศ เห็ด ลงไปด้วย และทอดด้วยน้ำเปล่าแทนการใช้น้ำมัน ก็จะช่วยทำให้อิ่มท้องเร็ว อีกทั้งยังช่วยตัดไขมันที่ได้จากน้ำมันออกไปได้ด้วยค่ะ

2.เปลี่ยนการทานข้าวขาวมาทานเป็นข้าวกล้องแทน แล้วก็จากขนมปังขาวก็เปลี่ยนมาเป็นขนมปังโฮลวีทแทน เพราะจะได้เส้นใยอาหารมากขึ้น ช่วยลดน้ำหนักได้

3.การไม่ทาเนยบนขนมปังจะช่วยลดแคลอรีลงได้ถึง 75 แคลอรีต่อขนมปัง 1 แผ่น

4.ถ้าทานข้าวลดลง 1 ทัพพี สามารถลดแคลอรีลงได้ 80 แคลอรี ถ้าทำได้ทั้ง 3 มื้อ ก็จะสามารถลดแคลอรีลงได้ถึง 240 แคลอรีต่อวัน

5.เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำผลไม้จาก 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน

น้ำผลไม้

6.เปลี่ยนการใช้น้ำตาลมาเป็นสารให้ความหวานแทนในถ้วยเครื่องดื่มและแก้ว จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 32 แคลอรี

7.ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียมในเครื่องดื่ม

8.เวลาทานสลัดให้ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 60 แคลอรี ส่วนถ้าเป็นแบบน้ำใสก็จะช่วยลดได้ 45 แคลอรี

9.เปลี่ยนอาหารเช้ามาเป็นอาหารแบบให้พลังงานต่ำ เช่น แกงจืดเต้าหู้ หรือผัดผักใส่เนื้อไม่ติดมัน และใน 1 มื้อ อนุญาตให้มีเมนูทอดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

10. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำตาลได้ ก็สามารถลดปริมาณลดได้ โดยถ้าลดจากการใส่น้ำตาล 2 ช้อนชา (2ก้อน) เป็น 1 ช้อนชา (1ก้อน) จะช่วยลดได้ 15 แคลอรี