You are currently browsing the archives for November 2011.
Displaying 11 - 17 of 17 entries.

ทำลายความเครียด ด้วยไม้กระถางบนโต๊ะทำงาน

  • Posted on November 16, 2011 at 11:07 pm

เคยไหมค่ะ ที่ต้องเกิดอาหารเครียดๆ ไปกับสารพัดปัญหาที่อยู่รอบๆ ตัว ยิ่งตอนนี้ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบถึงทุกคนเป็นแถวๆ แถมบางคนอาจจะเจอกับมรสุมชีวิตส่วนตัวเพิ่มเข้ามาอีกต่างหาก และถ้าคุณกำลังเป็นหนึ่งคนที่โดนรุมเร้าด้วยสาเหตุเหล่านี้ เห็นทีว่าจะพาลทำให้เกิดอารมณ์หดหู่ และไม่อยากไปทำงานกันแน่ๆ เลยใช่ไหมละคะ

เอาละค่ะ ใจเย็นๆ กันก่อน ยังไงงานคือหน้าที่และการเงิน เราก็ต้องทำกันไป วันนี้เราเลยพอจะมีวิธีช่วยได้ ซึ่งอาจเป็นเพียงแค่ตัวช่วยเล็กๆ น้อยๆ แต่อย่าเพิ่งมองข้ามกันไป เพราะมันอาจจะช่วยคุณให้ผ่อนคลายจากอาการเครียดในที่ทำงานได้ไม่มากก็น้อยแน่นอนค่ะ

ถึงแม้เราจะรู้กันอยู่แล้วว่าต้นไม้สีเขียวๆ สามารถนำความสดชื่น ผ่อนคลายมาให้กับเราได้ แต่วันนี้เรามีข้อมูลเพิ่มเติมที่น่ารู้อีกมากมาย เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้กระถางในออฟฟิศว่าดีต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้างค่ะ

มีการวิจัยของดร.ทีนา บริงสไลมาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและทีมนักวิจัยจากนอร์วีเจียน ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ไลฟ์ไซนส์ และมหาวิทยาลัยอุปป์ซาลาในสวีเดน กล่าวไว้ว่าการปลูกต้นไม้กระถางในออฟฟิศ สามารถช่วยลดความเหนื่อยล้า ความเครียด อาการปวดศีรษะไอ และผิวแห้งได้ เพราะต้นไม้และจุลินทรีย์ในดินช่วยในการขจัดสารระเหยและสารอินทรีย์ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ อีกทั้งทางจิตวิทยายังบอกว่า คนเราเชื่อว่าต้นไม้มีสุขภาพดี ทำให้มีแนวโน้มประเมินสุขภาพของตนเองในแง่บวกมากขึ้น ข้อนี้เข้าข่ายสุขภาพจิตดี ก็ทำให้สุขภาพกายเราดีตามไปด้วย

การศึกษานี้ยังสอดรับกับผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สเตท สหรัฐอเมริกา ที่มีข้อสรุปว่า ไม้กระถางมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสำนักงานที่ไม่มีหน้าต่าง ฉะนั้นใครที่ทำงานอยู่ห้องทำงานอุดๆ อู้ๆ รีบหามาวางด่วนค่ะ! เพราะในการวิจัยของทีมนักวิจัยอเมริกันนั้นได้จับเวลาพนักงานในการทำภารกิจหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องที่ไม่มีต้นไม้ ซึ่งพบว่าเมื่อนำต้นไม้มาไว้ในห้องทำงาน พนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น และตอบสนองเร็วขึ้น 12% รวมถึงยังเครียดน้อยลง และมีระดับความดันโลหิตต่ำลงด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถลดระดับฝุ่นในที่ทำงานได้ถึง 20% เมื่อปลูกไม้ใบในออฟฟิศ และเป็นประโยชน์มากกว่าไม้ดอก เพราะไม้ใบต้นใหญ่ผลิตออกซิเจนมากที่สุดและช่วยย่อยสลายสารพิษในอากาศได้ ที่สำคัญผลจากการศึกษาครั้งนี้ ได้ใช้ตัวอย่างเป็นพนักงานออฟฟิศ 385 คน โดยนักวิจัยพิจารณาสถิติจากการลาป่วยและจำนวนต้นไม้ที่พนักงานแต่ละคนสามารถมองเห็นได้จากโต๊ะทำงาน ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่า ยิ่งมีต้นไม้มากเท่าไหร่ พนักงานมีแนวโน้มลาป่วยน้อยลงเท่านั้น

สงสัยเห็นทีว่าวิธีนี้ จะเข้าตาเหล่าเจ้านายทั้งหลายด้วยเหมือนกันนะคะ อิอิ

  • Filed under:
    • Uncategorized

กินอย่างชาญฉลาดสไตล์ญี่ปุ่น

  • Posted on November 15, 2011 at 8:16 pm

เคล็ดลับสุขภาพ

กินอย่างชาญฉลาดสไตล์ญี่ปุ่น (Lisa)

สลับสับเปลี่ยนอาหารในแต่ละมื้อ ไม่กินซ้ำซาก กินถั่วเหลืองแทนเนื้อสัตว์บ้าง ลดไขมันและน้ำตาล หากฉลาดกินก็จะมีสุขภาพดีมีแรงต้านโรค

ชาวยุโรปยกย่องอาหารญี่ปุ่นให้เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะอาหารญี่ปุ่นมีไขมันน้อย เมื่อเทียบกับอาหารยุโรปที่เต็มไปด้วยไขมัน เนื้อสัตว์ กินผักน้อยเกินไป ดังนั้น จึงน่าศึกษาว่า ชาวญี่ปุ่นกินอาหารกันอย่างไร โดยเราไม่จำเป็นต้องกินแต่เต้าหู้อย่างชาวญี่ปุ่น แต่ใช้วิธีสลับสับเปลี่ยนผลไม้ในตอนเช้ากับตอนเย็นให้ต่างกัน กินสลัด ถั่ว หรือเมล็ดธัญพืชอื่น ๆ และผักชนิดต่าง ๆ ให้หลากหลาย ที่สำคัญคือควรกินอาหารตามฤดูกาล เพราะจะได้อาหารที่ใหม่สดและมีวิตามินเกลือแร่เต็มเปี่ยม

สับเปลี่ยนอาหารอย่างชาญฉลาด

อาหารจำพวกปลา ถั่วเหลือง เห็ดหอม ถั่วงอกจากถั่วชนิดต่าง ๆ (ไร้สารฟอกขาว) และชาเขียวเป็นอาหารสุขภาพ ดังนั้น คุณจึงควรมีอาหารเหล่านี้ในมื้ออาหาร แทนการกินเนื้อสัตว์และกาแฟเป็นครั้งคราว

กินอาหารให้เป็นยา

หากคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือการย่อยอาหารไม่ดี อาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเสมอไป เช่น หากเป็นหวัดก็กินแกงจืดไก่ หรือหากท้องผูกก็กินลูกพลัม หรืออาจมีสมุนไพรอื่น ๆ ที่คุณอาจถามจากปู่ย่าตายายได้

 การทำอาหาร

กรรมวิธีการทำอาหารให้คงไว้ซึ่งสารอาหารให้มากก็คือ การนึ่งหรือผัด หรือกินอาหารสดสลับสับเปลี่ยนกันบ้าง เช่น ผักสด แต่ไม่ควรกินผักสดหลัง 18.00 น. เพราะผักสดเป็นอาหารที่ย่อยยาก หากกินในมื้อค่ำจะทำให้ตกค้างอยู่ในกระเพาะ

 กินไขมันและน้ำตาลน้อย ๆ

อาหารอร่อยไม่จำเป็นต้องมีไขมันมากล้นหรือมีรสหวานจัด คุณควรค่อย ๆ ลดการกินอาหารไขมันและน้ำตาลให้น้อยลง หรือกินผลไม้แทนขนมหวาน

อาหารแคลอรี่ต่ำ…แต่ให้ความอิ่ม

เราต้องเติมอาหารให้เต็มกระเพาะ เพื่อที่ท้องจะได้ไม่ร้องโครกคราก แต่อาหารที่ดีต่อรูปร่าง และสุขภาพก็คืออาหารที่มีน้ำ เช่น สลัดใบเขียว ฟักทอง มะเขือเทศ หรือกินแกงจืดผักก็ได้ ส่วนของกินเล่นก็อย่างเช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เพราะโปรตีนจากโยเกิร์ตจะทำให้อิ่มท้อง คุณก็จะได้ไม่กินเกินความจำเป็น

ดื่มเพื่อสุขภาพ

บางคนนับแคลอรีในการกินเพราะกลัวอ้วน แต่เครื่องดื่มที่ให้แคลอรีสูงก็คือ แอลกอฮอล์และน้ำผลไม้ หากไม่อยากดื่มแต่น้ำ ก็ดื่มน้ำสมุนไพรก็ได้ เช่น น้ำตะไคร้ น้ำขิง น้ำมะตูม ซึ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาก

กินอาหารอย่างมีความสุข

ไม่ควรรีบเร่งในการกิน และควรกินอย่างให้รู้รสความอร่อยโดยการกินช้า ๆ ก็จะทำให้กินน้อยลงเพราะรู้สึกอิ่มเร็ว

  • Filed under:
    • Uncategorized

ผู้ชายผู้ที่มีระดับเชาวน์ปัญญาสูงๆ นิยมรักเดียวใจเดียว

  • Posted on November 9, 2011 at 6:50 pm
ผู้ชายผู้ที่มีระดับเชาวน์ปัญญาสูงๆ นิยมรักเดียวใจเดียว
นักวิจัยเมืองน้ำชาศึกษาพบว่า ผู้ชายที่มีระดับเชาวน์ปัญญาสูง จะไม่ค่อยนอกใจภรรยา เป็นนิสัยซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยวิวัฒนาการ

นักวิจัยของโรงเรียนเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ ลอนดอน ได้ศึกษาด้วยการวิเคราะห์แนวโน้มของสังคม ได้พบว่า ผู้ชายที่มีสติปัญญาจะยกย่องนับถือลัทธิการมีผัวเดียวเมียเดียว และเห็นว่าเรื่องกามารมณ์เป็นเรื่องเฉพาะตัว มากกว่าผู้ที่มีสติปัญญาน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาไม่พบว่า ในหมู่สตรีเห็นตามในแนวนี้ไปด้วย

วารสารวิชาการ “จิตวิทยาสังคม” เปิดเผยผลการศึกษาว่า ดร.ซาโตชิ คานาซาวา ผู้ศึกษา ได้บอกสรุปว่า “ตามการวิเคราะห์ โดยการทดลองและสังเกตการณ์ ส่อว่า ยิ่งผู้ชายที่มีความเฉลียวฉลาดมากขึ้น ก็ยิ่งยกย่องคุณค่าของการมีผัวเดียวเมียเดียว ยิ่งกว่าเพื่อนที่มีสติปัญญาน้อยกว่าเท่านั้น และอ้างว่า ความสัมพันธ์ทางเหตุและผลของ 2 สิ่งนี้ มีต้นตอมาตั้งแต่การวิวัฒนาการ”.


  • Filed under:
    • Uncategorized

“น้ำตาล”ช่วยลดอาการโกรธ

  • Posted on November 7, 2011 at 2:14 am

sugar_mad.jpg

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเปิดเผยผลวิจัยที่ว่า การกินน้ำตาลจะช่วยให้คนที่มีอารมณ์โกรธจัดลดความโกรธลงได้รวดเร็วกว่าการผ่อนคลายอารมณ์โกรธโดยไม่ได้กินน้ำตาลหรือของหวานที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ขณะที่น้ำตาลเทียมเช่น แอสปาแตม ที่เป็นสารสังเคราะห์นั้นหมดสิทธิ์ที่จะช่วยให้คนหายโกรธได้เร็วขึ้น
ปัจจัยสำคัญคือ “น้ำตาลกลูโคส” ในน้ำตาลธรรมชาตินั้นสามารถให้พลังงานแก่สมองมนุษย์ในช่วงเวลาที่ต้องการพลังงานสำหรับการควบคุมอารมณ์โกรธได้นั่นเอง
ปกติแล้ว สมองของผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.3 กิโลกรัมนั้นจะเผาผลาญพลังงานจากน้ำตาลกลูโคสมากถึง 25% ของปริมาณการใช้พลังงานจากน้ำตาลกลูโคสทั่วร่างกาย และใช้ออกซิเจนคิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการใช้ออกซิเจนของอวัยวะทั้งหมด แต่เมื่อสมองต้องทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการแสดงและควบคุมอารมณ์โกรธ สมองจะต้องการพลังงานมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะต้องสั่งการอวัยวะจำนวนมากให้ทำงานในเวลาเดียวกัน


              สังเกตุได้ง่ายๆ เมื่อมีอารมณ์โกรธจะเกิดอาการ “ปรี๊ด” ขึ้นมาที่สมอง ก่อนที่สมองจะสั่งให้ “เหวี่ยง” คนที่ทำให้โกรธ การหายใจจะเร็วขึ้น หน้าจะแดง เพราะเลือดสูบฉีดเข้าไปยังส่วนบนของร่างกาย และเมื่อหายโกรธแล้วจะรู้สึกอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายนำกลูโคสจำนวนมากไปใช้ในช่วงเวลาที่เกิดอาการ “เหวี่ยง”


             ศาสตราจารย์ แบรด บุชแมน แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เปิดเผยว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ได้จัดกลุ่มทดลองเป็นอาสาสมัครสองกลุ่มที่ได้รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม กับอีกกลุ่มหนึ่งได้รับเพียงน้ำมะนาวผสมน้ำตาลเทียมเพื่อให้รสหวาน ก่อนที่จะนำเข้าห้องทดลองที่มีการกำหนดเงื่อนไขว่าผู้ทดลองทั้งหมดต้องกดปุ่มที่มีแสงวาบขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษด้วยการฟังเสียงดังเท่าๆ กับเครื่องบินเจ็ตเร่งเครื่องระดับสูงสุด พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำตาลธรรมชาติสามารถลดอารมณ์โกรธได้เร็วกว่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับน้ำตาลเทียมอย่างเห็นได้ชัด


             ขณะเดียวกันผลการศึกษาอีกชุดหนึ่งของ ศ.บุชแมนกับทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานระดับรุนแรงมีการลดอารมณ์โกรธได้ดีกว่าบุคคลปกติทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าคนปกติที่น้ำตาลส่วนใหญ่จะถูกกักเก็บไว้ในตับเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณเกิดอาการโกรธ ลองรับประทานน้ำตาลสักหนึ่งช้อนชาเพื่อช่วยให้คุณควบคุมอาการโกรธได้ดีขึ้น แต่หากควบคุมไม่ให้เกิดอาการโกรธขึ้นมาได้ ยิ่งเป็นการดีขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องเปลืองเวลาอันมีค่าของสมองในการทำสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ชีวิตแล้ว ยังไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อน้ำตาลมารับประทานอีก

  • Filed under:
    • Uncategorized

ดื่มเหล้าแก้ หนาว ความเชื่อที่อันตราย!

  • Posted on November 6, 2011 at 7:03 pm

ดื่มเหล้าแก้ หนาว ความเชื่อที่อันตราย!

คนที่เชื่อตามคำบอกเล่าของคนอื่นผนวกกับความรู้สึกของตัวเองว่า ร่างกายดูเหมือนจะรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันทีเมื่อได้ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปสักแก้วนั้นไม่ถือว่าผิด เพียงแต่เป็นคนที่อาจจะยังไม่เคยทราบผลการวิจัยหลายต่อหลายอัน ที่ให้คำตอบว่า ตกลงแล้ว ดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นจริงหรือ?

คำถามนี้มีคำตอบแน่นอนและเป็นคำตอบที่ได้รับการพิสูจน์แล้วเรียบร้อยแล้วด้วยกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ก่อนจะไปทราบถึงผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ขอปูพื้นเรื่องกลไกลพื้นฐานของร่างกายมนุษย์ในการปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิแวดล้อมกันก่อนสักเล็กน้อย

คนเรา “หนาว” กันได้อย่างไร

ความรู้สึกหนาวที่เราท่านต่างเคยรู้สึกกันทุกคนนั้นเกิดขึ้นเมื่อ เลือดในร่างกายไหลออกไปจากผิวหนังกลับเข้าไปสู่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายเพื่อไปเพิ่มอุณหภูมิที่แกนกลางของร่างกาย ทั้งยังเพื่อรักษาสภาพของอวัยวะต่างๆในร่างกายไม่ให้เสียหายด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนเราจึงมีผิวหรือริมฝีปากซีดเผือดเมื่อหนาวสั่นมากๆ การสั่นก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ร่างกายใช้เพื่อเพิ่มอุณหภูมิภายใน

การวิจัยอันหนึ่งซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปีค.ศ. 2005 พบว่าหลังจากที่คนเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป 1 แก้ว ร่างกายจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในชั่วขณะสั้นๆ นั่นเป็นเพราะว่าแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูบฉีดเลือดออกไปที่บริเวณผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการขับเหงื่อออก ซึ่งยิ่งมีผลทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงไปอีก

ดื่มเหล้าแก้หนาว ทำให้เกิดภาวะ Hypothermia และถึงขั้น “เสียชีวิต”ได้

อีกหลายต่อหลายการวิจัยที่มีออกมาในรอบหลายปีที่ผ่านมายังยืนยันตรงกันว่า แอลกอฮอล์ที่ใครหลายคนยกย่องให้เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมที่สุดกับสภาวะอากาศหนาวนั้น แท้จริงแล้วเพียงแค่ทำให้ผู้ดื่มแค่รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ผิวกายเท่านั้น แต่ที่ไม่รู้สึกตัวกันก็คืออุณหภูมิที่ลดต่ำลงภายในแกนกลางร่างกายอันจะนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดภาวะ ไฮโปเทอร์เมีย (hypothermia) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะในร่างกายและหากรุนแรงก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย

การวิจัยอีกอันซึ่งทำโดยสถาบันวิจัยเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมของกองทัพสหรัฐฯ ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่าสาเหตุหนึ่งที่การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อภาวะไฮโปเทอร์เมียนั้น เป็นเพราะว่าแอลกอฮอล์ไปมีผลทำให้กระบวนการสั่นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายถูกขัดขวาง ผลการวิจัยอันนี้ได้รับการยืนยันโดยผลการวิจัยอีกหลายอันซึ่งชี้ชัดว่าการย่อยสลายแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากภาวะไฮโปเทอร์เมีย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยัน ดื่มเหล้าแก้หนาว ความเชื่อที่เป็นผลร้ายต่อร่างกาย!

แม้แต่องค์การอนามัยโลกเองก็ได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ “ความเชื่อและความเข้าใจผิดๆ (WHO-Facts_and_Figures_Alcohol_Book-1.pdf; p14) ต่างๆ เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ไว้บนเว็ปไซต์ ด้วยหวังว่าจะช่วยแก้ความเข้าใจผิดๆ หลายอย่างซึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างมหันต์แก่สุขภาพหรือถึงขั้นทำลายชีวิตหากทำกันตามความเชื่อแบบผิดๆเหล่านั้น และหนึ่งในความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ที่องค์การอนามัยโลกให้ ข้อมูลไว้คือ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นวิธีในการคลายหนาวที่ดีอย่างนั้นหรือ? ส่วนคำอธิบายสั้นๆแต่ได้ใจความขององค์การอนามัยโลกต่อคำถามนี้ ก็เป็นคำอธิบายเดียวกับที่ผลการวิจัยที่ยกมาทั้งหลายทั้งปวงนี้ได้ตอบให้ทราบแล้ว แต่ขอย้ำอีกครั้งนั่นคือ

“สภาพแวดล้อมที่มีอากาศเย็น ร่างกายจะพยายามรักษาความอบอุ่นในร่างกายให้อยู่ในสภาพที่ทนต่อสภาวะที่เย็นได้ โดยการลดการไหลเวียนของกระแสเลือดที่ผิวหนังลงเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปที่อวัยวะสำคัญในแกนของร่างกาย แอลกอฮอล์จึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่จะทำให้ร่างกายรู้สึก “อุ่น” แต่กลับทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง โดยเพิ่มอุณหภูมิ (เล็กน้อย) ที่ผิวหนัง (ดูได้จากการหน้าแดง ดูมีเลือดฝาด อะไรทำนองนั้นค่ะ) สุดท้ายอาจเกิดภาวะ Hypothermia ได้”

อุบัติการณ์นี้เกิดในเมืองไทยได้หรือไม่?

แม้ภาวะไฮโปเทอร์เมียจะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในประเทศเมืองหนาวที่มีอุณหภูมิต่ำระดับศูนย์องศาฯ หรืออุณหภูมิติดลบ และไม่ค่อยพบในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ก็ใช่ว่าจะไม่มีเกิดขึ้นเลย ยกตัวอย่าง เช่น ความนิยมในการไปท่องเที่ยวและพักค้างแรมกันบนยอดภูเขาสูง อย่างเช่น ชมแม่คะนื้งที่ดอยอินทนนท์ หรือดอยอ่างขาง ในภาคเหนือ หรือจะเป็นภูกระดึงในจังหวัดเลย เป็นต้นว่า การไปเฝ้าคอยดูน้ำค้างแข็งเช่นที่ว่านั้น แน่นอนว่าจะเกิดเมื่ออุณหภูมิต่ำเฉียดศูนย์องศาฯ ก็เป็นหนึ่งสถานการณ์เสี่ยง ฉะนั้นแล้ว หากคิดจะดับหนาวกันด้วยแอลกอฮอล์ ก็ให้ตระหนักว่า ณ ที่อุณหภมิต่ำเช่นนั้น ความเสี่ยงในการเป็นภาวะไฮโปเทอร์เมียนั้นสามารถเกิดขึ้นได้มากทีเดียว

สุดท้ายนี้ ทีมงานบทความกรมสุขภาพจิตขอฝากไว้ก่อนจบว่า “นอกจากผลต่อร่างกายแล้ว ฤทธิ์แอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการครองสติของผู้ดื่มอีกด้วย และเมื่อขาดสติแล้วอันตรายร้อยแปดสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และกระทั่งนอนหลับหนาวตายก็ยังมี”

  • Filed under:
    • Uncategorized

ป้องกันโรคกระเพาะด้วยสตรอว์เบอร์รี่

  • Posted on November 4, 2011 at 9:51 pm

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PLoS One เจอร์นัลพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพในผลสตรอว์เบอร์รี่นั้นมีฤทธิ์ในการเป็นเกราะป้องกันการเกิดโรคกระเพาะได้เป็นอย่างดี โดยในทีมวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากอิตาลี เซอร์เบีย และสเปน ซึ่งทำการทดลองด้วยการจัดสรรอาหารให้หนู โดยอาหารนั้นมีส่วนผสมของสารสกัดจากสตรอว์เบอร์รี่ และให้หนูกินเป็นเวลานาน 10 วัน ก่อนที่จะฉีดเอทานอลเข้าไปในตัวหนูเพื่อเพิ่มระดับแก๊ส

ผลที่ได้ก็คือ หนูที่กินสตรอว์เบอร์รี่สกัดจะมีแผลน้อยกว่าหนูที่ไม่ได้กินสตรอว์เบอร์รี่ ประมาณ 40 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโล และไม่เพียงแต่สารต้านอนุมูลอิสระในสตรอว์เบอร์รี่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผิวของกระเพาะเท่านั้น แต่ยังไปช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มความคุ้มกันและเอนไซม์อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าการกินสตรอว์เบอร์รี่จะช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายทั้งก่อนและหลังการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ผลการวิจัยนี้จึงอาจนำไปสู่วิธีการใหม่ๆ ในการช่วยป้องกันและรักษาการเกิดโรคกระเพาะก็เป็นได้

ผลการวิจัยที่ได้มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ก็เคยระบุเอาไว้เช่นกันว่าสตรอว์เบอร์รี่สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเซลล์เม็ดเลือดแดงในกรณีที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ซึ่งมักจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังชนิดต่างๆ

  • Filed under:
    • Uncategorized

ฮวงจุ้ยเสริมรัก

  • Posted on November 1, 2011 at 7:44 pm
ฮวงจุ้ยเสริมรัก
เสริมดวงชะตารัก เพื่อให้ความรักของคุณยืนยาว

เมื่อมีความรักไม่ว่าใครก็อยากจะให้ความรักของตัวเอง ยืนยาวหวานแหววทั้งนั้น หรือแม้แต่ยามที่คุณแอบชอบใครสักคน คุณก็อยากให้รักนั้นเป็นจริง เคล็ด (ไม่) ลับ เสริมดวงชะตารัก ในคราวนี้ก็เป็นภาคแรกเราขอแนะนำหลักง่าย ๆ กับการจัดห้องนอนและเตียงนอน เพื่อให้ความรักของคุณยืนยาว ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ นี้ ล้วนแล้วแต่ติดอันดับกันทั้งนั้น ลองดูสิคะ…

1. ใต้เตียงนอนไม่ควรเอาของที่ไม่ใช้แล้ววางไว้ ยิ่งเป็นของที่ปรักหักพังยิ่งแย่ใหญ่ แต่ถ้าคุณไม่มีที่ไว้ของจริง ๆ ก็ให้เลือกเก็บแต่ของใหม่ ๆ เท่านั้น แล้วไม่ใช่ว่าจะวางกองสุมกันเข้าไปล่ะ ต้องจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าใต้เตียงรกมาก ๆ หรือเก็บของหัก ๆ เหลือใช้ทิ้งไว้ จะทำให้คุณหรือคนรักมีสุขภาพไม่แข็งแรง แถมยังไม่เรื่องวีนใส่กันบ่อย ๆ

2. หน้าต่างห้องนอนนั้น ควรใช้ม่านบังตามากกว่าจะเป็นมู่ลี่กันแดดที่ดูแข็ง ไม่มีความพลิ้วไหวเหมือนกับผ้า ห้องนอนต้องการบรรยากาศที่นุ่มนวล ไม่ใช่ความเป็นงานเป็นการ เชื่อกันว่าถ้าใช้ม่านบังตาติดจะช่วยเสริมโชคเรื่องความรัก

3. ถ้าห้องนอนของคุณมีหน้าต่างกระจกใส ที่สามารถมองวิวสวย ๆ นอกบ้านได้ ไม่ควรจะเลื่อนเตียงเข้าไปติดกับหน้าต่างกระจกนั้น หรือวางใกล้กันมากเกินไป แม้ว่าคุณอยากจะนอนชมวิวภายนอกก็ตาม พลังที่ผ่านเข้ามาจากภายนอกนั้น แม้จะไม่ทำให้คู่รักที่นอนอยู่บนเตียงมีเรื่องราวถึงกับต้องเลิกกัน แต่ก็จะส่งผลให้นอนไม่หลับหรือฝันร้ายอยู่เรื่อย ๆ

4. ควรหาแจกันดอกไม้มาวางไว้ในห้องนอน สักหนึ่งอัน หรือจะเป็นกระถางต้นไม้ก็ได้ โดยควรใช้กระถางสีขาว ส่วนต้นไม้ให้เป็นสีแดงหรือชมพู จะช่วยเพิ่มพลังรักให้เจิดจ้ายิ่งขึ้น

5. อย่าหันหัวเตียงไปทางห้องน้ำ ความรักจะพุ่งลงเหว มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง

6. ทิศที่วางเตียงนอนนั้น ไม่ควรหันปลายเท้าให้ตรงกับประตูห้องนอน เพราะเป็นสัญลักษณ์การนอนของคนที่ตายแล้ว ไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ากปลายเตียงหันไปทางประตูห้องนอนพอดีล่ะก็ จะมีเรื่องให้เดือดร้อนใจในครอบครัว สุขภาพไม่ดี อาจมีคนใดคนหนึ่งเจ็บป่วยอยู่เรื่อย ๆ ความอบอุ่นในความรักลดน้อยลง

7. พื้นของห้องนอนนั้นมีความสัมพันธ์กับชีวิตรักเช่นกัน พื้นของห้องนอนควรเป็นพื้นเรียบ มีลวดลายสบายตา หากเป็นพื้นเรียบ สีเรียบ ๆ ได้จะดีที่สุด อย่าเลือกพรมปูห้องนอนที่มีลวดลายฉวัดเฉวียนน่าเวียนหัว เพราะจะส่งผลให้ความรักของคุณวุ่นวายด้วยเช่นกัน อย่าอินเทรนด์ให้มากนัก พื้นของห้องนอนต้องไม่ใช้วัสดุซึ่งขรุขระมาปู ไม่ว่ามันจะเก๋เลิศขนาดไหนก็ให้เมินหน้าหนีซะ ถ้าอยากให้ความรักของคุณราบรื่น

8. อย่าใช้ผ้าห่มสีขาวในห้องนอน เพราะผ้าห่มสีขาวนั้น หากนำมาคลุมร่างจะเหมือนกับสัญลักษณ์ของคนตาย ผ้าปูที่นอนสีขาวแม้จะดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็ไม่เหมาะกับห้องนอนนัก สีขาวโพลนจะส่งผลให้พลังความรักกระจัดกระจาย เลือกผ้าปูที่นอนที่มีโทนสีอื่นดีกว่า

9. หากคุณทะเลาะกันบ่อย ๆ อาจเป็นไปได้ว่าปลายเตียงของคุณหันไปทางประตู พลังงานทางลบจะเข้ามาทางนั้น คุณแก้ไขได้ด้วยการแขวนกระจกบานเล็ก ๆ ไว้ที่ปลายเตียง เพื่อสะท้อนพลังอันเลวร้ายออกไป

10. หาผ้าที่ทอด้วยด้ายสีทอง หรือผ้าที่เป็นสีทองวางไว้บนเตียง เนื้อผ้าที่ส่องประกายแวววาว จะช่วยให้คุณสร้างบทรักบนเตียง ที่ประณีตละเมียดละไมขึ้น

11. หากหมู่นี้คุณพบว่าตัวเองอารมณ์ร้อน จนพาลโมโหคนรักบ่อย ๆ ให้หาชามสวย ๆ ใส่ก้อนหินหรือคริสตัลวางไว้ใต้เตียงนอน จะช่วยทำให้คุณอารมณ์เย็นขึ้น

12. อยากให้ความรักของคุณมั่นคง และให้เขาของคุณรู้สึกถึงความเป็นแมน และอยากปกป้องทะนุถนอมคุณ ให้หาหินควอตซ์สีขาวใส ก้อนใหญ่พอประมาณมาวางไว้ใต้เตียง

13. อย่าติดตั้งดวงไฟที่ทำให้เกิดแสงส่องเป็นลำมาที่เตียง ของคุณอย่างเด็ดขาด เพราะความรักของคุณจะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งเหยิง น่าปวดหัว ให้ย้ายเตียงจนพ้นลำแสงนั้น ถ้าทำไม่ได้ให้แขวนสร้อยลูกปัดที่ปลายเตียง เพื่อซึมซับพลังงานที่ขัดแย้งนั้น

14. หากคุณกังวลว่าเขากำลังปิ๊งสาวหรือหนุ่มคนใหม่อยู่ ให้เปลี่ยนม่านหน้าประตูห้องนอน เป็นม่านที่ร้อยด้วยลูกปัด เชื่อกันว่าลูกปัดจะช่วยเก็บพลังงานรักให้อยู่เป็นที่เป็นทางไม่วอกแวกไปที่อื่น

15. หากเตียงนอนของคุณอยู่กึ่งกลางระหว่างประตูสองด้าน เช่น ประตูเข้าห้องและประตูห้องน้ำ ให้ย้ายตำแหน่งของเตียงหรือไม่ก็หาฉากมากั้นระหว่างกันเสีย เพื่อให้พลังงานความรักนั้นรวมกันเป็นหนึ่ง

  • Filed under:
    • Uncategorized